หมอ......
แพทย์ หรือเรียกเป็นภาษาพูดว่า "หมอ" ในบางพื้นที่ตามชนบทแพทย์อาจถูกเรียกเป็น "หมอใหญ่" เพื่อเลี่ยงความสับสนกับการเรียกพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขต่างๆ แพทย์มีหน้าที่ ซักถามประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพื่อสั่งการรักษาหรือให้การรักษาโรค ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพ ให้กับผู้ป่วย ร่วมกับบุคลากรด้านสุขภาพอื่นๆ
แพทย์ หรือเรียกเป็นภาษาพูดว่า "หมอ" ในบางพื้นที่ตามชนบทแพทย์อาจถูกเรียกเป็น "หมอใหญ่" เพื่อเลี่ยงความสับสนกับการเรียกพยาบาลหรือเจ้าหน้าที่ทางด้านสาธารณสุขต่างๆ แพทย์มีหน้าที่ ซักถามประวัติ ตรวจร่างกาย และส่งตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เพื่อสั่งการรักษาหรือให้การรักษาโรค ส่งเสริมฟื้นฟูสุขภาพ ให้กับผู้ป่วย ร่วมกับบุคลากรด้านสุขภาพอื่นๆ
การเข้าศึกษาแพทยศาสตร์ในประเทศไทย ปัจจุบันมีหน่วยงานชื่อว่า กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์แห่งประเทศไทย (กสพท.) ทำหน้าที่จัดสอบคัดเลือกและประกาศผลนักเรียนที่จบการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่หกเพื่อเข้ารับการศึกษาในคณะแพทยศาสตร์ต่างๆ ทั่วประเทศ และมีการรับนักเรียนตามโครงการต่างๆ อีกหลายโครงการ
การเรียนแพทยศาสตร์ในประเทศไทย
การเรียนแพทยศาสตร์ในประเทศไทยใช้เวลาเรียน 6 ปี ปีแรกเรียนวิทยาศาสตร์ทั่วไปเน้นเกี่ยวข้องทางชีววิทยา ปีที่ 2-3 เรียนวิชาที่เกี่ยวข้องทางการแพทย์ เรียกระยะนี้ว่า ปรีคลินิก (Preclinic) ปีที่ 4-5 เรียนและฝึกงานผู้ป่วยจริงร่วมกับแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์ เรียกระยะนี้ว่า ชั้นคลินิก (Clinic) และปีสุดท้ายเน้นฝึกปฏิบัติกับผู้ป่วยจริงภายใต้การดูแลของแพทย์รุ่นพี่และอาจารย์เรียกระยะนี้ว่า เอกซ์เทอร์น(Extern)
แพทย์จบใหม่ในประเทศไทย เมื่อนักเรียนแพทย์ในประเทศไทยศึกษาจบแพทยศาสตรบัณฑิต บัณฑิตแพทย์ต้องมีการทำงานหรือการชดใช้ทุนของแพทย์เป็นเวลา 3 ปี โดยกำหนดให้ทำงานให้รัฐบาล ซึ่งหากผิดสัญญาต้องจ่ายค่าชดเชยให้รัฐตามแต่สัญญาซึ่งทำไว้ตั้งแต่ก่อนเข้ารับการศึกษากำหนด ในปีแรกแพทยสภากำหนดให้มีการฝึกปฏิบัติงานเพิ่มเติมในโรงพยาบาลใหญ่ๆ ภายใต้การดูแลของแพทย์รุ่นพี่ที่มีประสบการณ์เป็นเวลา 1 ปี ซึ่งเรียกระยะนี้ว่า อินเทอร์น (Intern)

แพทย์เฉพาะทาง

แพทย์เฉพาะทาง
หลังจากที่บัณฑิตแพทย์สำเร็จการศึกษาออกมาและได้เพิ่มพูนทักษะตามจำนวนปีที่แพทยสภา(Medical concils of Thailand) เป็นผู้กำหนดแล้ว สามารถสมัครเพื่ออบรมเป็นแพทย์ประจำบ้าน (Medical Resident) และเมื่อจบหลักสูตรการอบรมและสามารถสอบใบรับรองจากราชวิทยาลัยแพทย์ต่างๆได้แล้ว จึงจะได้เป็นแพทย์เฉพาะทางได้ต่อไป
สาขาของแพทย์เฉพาะทาง
อายุรแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านอายุรศาสตร์
§ สูตินรีแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชวิทยา
§ ศัลยแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์
§ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ (ศัลยกรรมกระดูกและข้อ)
§ จักษุแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา
§ จิตแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์
§ แพทย์โสตศอนาสิก - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตศอนาสิกวิทยา
§ พยาธิแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา
§ รังสีแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยา
§ วิสัญญีแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา
§ กุมารแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์
§ แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชปฏิบัติครอบครัว
§ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู
§ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

คุณสมบัติ
§ สูตินรีแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านสูตินรีเวชวิทยา
§ ศัลยแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์
§ ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยศาสตร์ออร์โธปิดิกส์ (ศัลยกรรมกระดูกและข้อ)
§ จักษุแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจักษุวิทยา
§ จิตแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวชศาสตร์
§ แพทย์โสตศอนาสิก - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโสตศอนาสิกวิทยา
§ พยาธิแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านพยาธิวิทยา
§ รังสีแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีวิทยา
§ วิสัญญีแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านวิสัญญีวิทยา
§ กุมารแพทย์ - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านกุมารเวชศาสตร์
§ แพทย์เวชปฏิบัติครอบครัว - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชปฏิบัติครอบครัว
§ แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฟื้นฟู
§ แพทย์เวชศาสตร์ฉุกเฉิน - แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเวชศาสตร์ฉุกเฉิน

คุณสมบัติ
ศึกษาหลักสูตรแพทย์ศาสตร์บัณฑิต จากคณะแพทย์ศาสตร์ของมหาวิทยาลัยของรัฐ โดยผ่านการสอบคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ตามระเบียบการการของทบวงมหาวิทยาลัย หรือคณะแพทย์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยต่างๆ สอบคัดเลือกเอง โดยมีรายละเอียดของคุณสมบัติของผู้สมัคร การสอบข้อเขียน การสอบสัมภาษณ์ การตรวจร่างกาย ตรวจสุขภาพจิตที่ต้องปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
คุณลักษณ์ของผู้ประกอบอาชีพ
1. เป็นผู้ที่สนและเสียสละต่อเพื่อนมนุษย์ มีมารยาทดี และปรับตัวเข้ากับทุกคนได้
2. มีความสนใจวิทยาการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ นอกจากนี้ยังต้องสนใจทางด้านประวัติศาสตร์ วรรณคดี จิตวิทยา ภาษาอังกฤษ สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์
2. มีความสนใจวิทยาการต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ นอกจากนี้ยังต้องสนใจทางด้านประวัติศาสตร์ วรรณคดี จิตวิทยา ภาษาอังกฤษ สังคมศาสตร์ และมนุษย์ศาสตร์
3. มีความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ ร่างกายแข็งแรงสมบูรณ์ อดทน
4. ซื่อสัตย์ในวิชาชีพของตน ไม่ใช้ความรู้ทางวิชาการหลอกลวงผู้อื่น
5. มีจิตใจเป็นนักวิทยาศาสตร์ คิดด้วยเหตุผล
6. ช่างสังเกตและละเอียดถี่ถ้วน แต่ต้องฉับไว เพราะช้าอาจหมายถึงชีวิตของผู้ป่วย
7. ต้องไม่รังเกียจต่อสิ่งปฏิกูล เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ นำมูก นำเหลือง อาเจียน เพราะต้องนำสิ่งเหล่านี้ไปตรวจ
7. ต้องไม่รังเกียจต่อสิ่งปฏิกูล เช่น อุจจาระ ปัสสาวะ นำมูก นำเหลือง อาเจียน เพราะต้องนำสิ่งเหล่านี้ไปตรวจ
การศึกษาและการฝึกอบรม โอกาสก้าวหน้าในอาชีพ
1. รับราการในโรงพยาบาลของรัฐหรือกระทรวงสาธารณสุ
2. ทำงานในโรงพยาบาลเอกชน
3. เปิดคลีนิกส่วนตัวรักษาโรค หรือตั้งโรงพยาบาลเอกชนของตนเอง
4. ทำงานนอกเวลาในโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป หลังจากเลิกงานประจำแล้ว
5. ศึกษาเพิ่มเติมเป็นแพทย์เฉพาะทาง สาขาต่างๆ หรือศึกษาในระดับปริญญาโท-เอก
2. ทำงานในโรงพยาบาลเอกชน
3. เปิดคลีนิกส่วนตัวรักษาโรค หรือตั้งโรงพยาบาลเอกชนของตนเอง
4. ทำงานนอกเวลาในโรงพยาบาลเอกชนทั่วไป หลังจากเลิกงานประจำแล้ว
5. ศึกษาเพิ่มเติมเป็นแพทย์เฉพาะทาง สาขาต่างๆ หรือศึกษาในระดับปริญญาโท-เอก
กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ฯ ตระหนักดีว่าวิธีการสอบหรือการประเมินผลต่างๆ โดยเฉพาะการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย มีอิทธิพลอย่างสูงต่อ พฤติกรรมการเรียนการสอนในโรงเรียน ดังนั้นเพื่อสนับสนุนการปฏิรูประบบการศึกษาขั้นพื้นฐานของประเทศ กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ฯ จึงเห็นสมควรให้นำผลการเรียนและคะแนนต่างๆ ซึ่งโรงเรียนและกระทรวงศึกษาธิการ มีข้อมูลหรือจัดสอบอยู่แล้วมาใช้ให้มากที่สุด ได้แก่ GPA, PR และ คะแนนสอบ ๘ กลุ่ม สาระการเรียนรู้ (ภาษาไทย คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม สุขศึกษาและพลศึกษา ศิลปะ การงานอาชีพและเทคโนโลยี และภาษาต่างประเทศ) กล่าวคือ
· GPA ให้น้ำหนัก ๕%
· PR ให้น้ำหนัก ๕%
· คะแนนสอบ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้น้ำหนัก ๔๐%
ส่วนที่เหลืออีก ๕๐% เป็นการสอบวิชาหลัก ๓ วิชา และ/หรือ วิชาเฉพาะ
การให้น้ำหนักคะแนนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ๘ กลุ่ม สูงถึง ๔๐% ก็เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนตั้งใจเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ส่วนวิชาหลัก ๓ วิชา พิจารณาจัดสอบเฉพาะวิชาที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาวิชาแพทย์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรบริหารจัดการให้เป็นการสอบต่อเนื่องในคราวเดียวกันกับการสอบ ๘ กลุ่มสาระฯ
· GPA ให้น้ำหนัก ๕%
· PR ให้น้ำหนัก ๕%
· คะแนนสอบ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้น้ำหนัก ๔๐%
ส่วนที่เหลืออีก ๕๐% เป็นการสอบวิชาหลัก ๓ วิชา และ/หรือ วิชาเฉพาะ
การให้น้ำหนักคะแนนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ๘ กลุ่ม สูงถึง ๔๐% ก็เพื่อสนับสนุนให้นักเรียนตั้งใจเรียนทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ส่วนวิชาหลัก ๓ วิชา พิจารณาจัดสอบเฉพาะวิชาที่เป็นพื้นฐานสำคัญในการศึกษาวิชาแพทย์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ ซึ่งถ้าเป็นไปได้ควรบริหารจัดการให้เป็นการสอบต่อเนื่องในคราวเดียวกันกับการสอบ ๘ กลุ่มสาระฯ
สำหรับวิชาเฉพาะจะเป็น การทดสอบความสามารถและทักษะการเรียน ซึ่งจำเป็นต่อการเรียนระดับอุดมศึกษาและการเรียนวิชาแพทย์ โดยทางกลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ไม่ใช้การสอบ SAT เพราะพิจารณาเห็นว่าข้อสอบ SAT เป็นข้อสอบแบบเลือกคำตอบและสามารถ "ติว" หรือ "กวดวิชา" ได้ แต่จะใช้วิธีการสอบที่ประเมินความสามารถและทักษะได้โดยตรงแทนSAT
สำหรับผลการศึกษาอื่นๆ นอกเหนือจาก GPA และ PR เช่น ผลการเรียนรายวิชาต่างๆ ในชั้นม.๔ ถึงม.๖ การร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมีการเสนอให้นำมาใช้โดยให้น้ำหนักไม่เกิน ๑๕% นั้น กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ฯพิจารณาเห็นว่า เป็นหลักการที่ดีและสมควรสนับสนุน เพื่อให้นักเรียนสนใจพัฒนาตนเองในด้านอื่นๆ ด้วย แต่เนื่องจากยังไม่สามารถหาวิธีคิดเป็นคะแนนได้อย่างยุติธรรม จึงสรุปว่าจะใช้เป็นคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์สมัคร โดยกำหนดว่าในระหว่างการเรียนชั้นม.๔ ถึงม.๖ จะต้องร่วมกิจกรรมเพื่อส่วนรวมไม่น้อยกว่า ๖๐ ชั่วโมง
สำหรับผลการศึกษาอื่นๆ นอกเหนือจาก GPA และ PR เช่น ผลการเรียนรายวิชาต่างๆ ในชั้นม.๔ ถึงม.๖ การร่วมกิจกรรมต่างๆ เป็นต้น ซึ่งมีการเสนอให้นำมาใช้โดยให้น้ำหนักไม่เกิน ๑๕% นั้น กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ฯพิจารณาเห็นว่า เป็นหลักการที่ดีและสมควรสนับสนุน เพื่อให้นักเรียนสนใจพัฒนาตนเองในด้านอื่นๆ ด้วย แต่เนื่องจากยังไม่สามารถหาวิธีคิดเป็นคะแนนได้อย่างยุติธรรม จึงสรุปว่าจะใช้เป็นคุณสมบัติผู้มีสิทธิ์สมัคร โดยกำหนดว่าในระหว่างการเรียนชั้นม.๔ ถึงม.๖ จะต้องร่วมกิจกรรมเพื่อส่วนรวมไม่น้อยกว่า ๖๐ ชั่วโมง
คุณสมบัติผู้มีสิทธิ์สมัคร
ร่วมกิจกรรมเพื่อส่วนรวม/สังคมไม่น้อยกว่า ๖๐ ชั่วโมง ในระหว่างการเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔–๖ ได้แก่ กิจกรรมเพื่อปลูกฝัง และสร้างจิตสำนึกในการทำประโยชน์ต่อสังคม กิจกรรมประเภทบริการด้านต่างๆ ฝึกการทำงานที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม กิจกรรมบำเพ็ญประโยชน์ตามความสนใจ
· คุณสมบัติอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่คณะวิชากำหนด (เช่น อาสาสมัครช่วยงานในสถานพยาบาลของรัฐ ฯลฯ)
· คุณสมบัติอื่นๆ ให้เป็นไปตามที่คณะวิชากำหนด (เช่น อาสาสมัครช่วยงานในสถานพยาบาลของรัฐ ฯลฯ)
ผลการเรียนในชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย
·
·
GPA ร้อยละ ๕
· PR ร้อยละ ๕
· คะแนนสอบ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ร้อยละ ๔๐ (เป็นการสอบที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสอบอยู่แล้วหรือในอนาคตอาจจัดสอบโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ)
ผลการสอบวิชาหลัก และ/หรือ วิชาเฉพาะ/ความพร้อมในการเรียน
· วิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ
· วิชาเฉพาะ / ความพร้อมในการเรียน ให้เป็นไปตามที่คณะวิชากำหนด (กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ฯ ไม่ใช้การสอบ SAT แต่จะใช้วิธีการ สอบที่ ประเมินความสามารถและทักษะการเรียนได้โดยตรง)
ผลการสอบวิชาหลัก และ/หรือ วิชาเฉพาะให้มีคะแนนรวมกันร้อยละ ๕๐
· PR ร้อยละ ๕
· คะแนนสอบ ๘ กลุ่มสาระการเรียนรู้ ร้อยละ ๔๐ (เป็นการสอบที่กระทรวงศึกษาธิการจัดสอบอยู่แล้วหรือในอนาคตอาจจัดสอบโดย สถาบันทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ)
ผลการสอบวิชาหลัก และ/หรือ วิชาเฉพาะ/ความพร้อมในการเรียน
· วิชาหลัก ได้แก่ วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ
· วิชาเฉพาะ / ความพร้อมในการเรียน ให้เป็นไปตามที่คณะวิชากำหนด (กลุ่มสถาบันแพทยศาสตร์ฯ ไม่ใช้การสอบ SAT แต่จะใช้วิธีการ สอบที่ ประเมินความสามารถและทักษะการเรียนได้โดยตรง)
ผลการสอบวิชาหลัก และ/หรือ วิชาเฉพาะให้มีคะแนนรวมกันร้อยละ ๕๐
เกณฑ์ข้อสอบเเละคะเเนนน้ำหนักคะแนนที่ใช้
O-NET 0%กลุ่มสาระวิชาที่ต้องสอบ วิทยาศาสตร์ น้ำหนักคะแนน –คณิตศาสตร์ น้ำหนักคะแนน –ภาษาอังกฤษ น้ำหนักคะแนน –ภาษาไทย น้ำหนักคะแนน –สังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม น้ำหนักคะแนน –เงื่อนไข คะแนนรวมต้องเท่ากับหรือมากกว่า 60% (หากมีการสอบมากกว่า 5 กลุ่มสาระวิชา จะคิดเพียง 5กลุ่มสาระวิชานี้เท่านั้น) และเป็นคะแนนสอบครั้งแรกของผู้สมัครเท่านั้น วิชาสามัญ 70% กลุ่มสาระวิชาที่ต้องสอบ วิทยาศาสตร์ น้ำหนักคะแนน 40% คณิตศาสตร์ น้ำหนักคะแนน 20% ภาษาอังกฤษ น้ำหนักคะแนน 20% ภาษาไทย น้ำหนักคะแนน 10% สังคมศึกษา น้ำหนักคะแนน 10% เงื่อนไข คะแนนแต่ละกลุ่มสาระวิชาต้องได้ เท่ากับหรือมากกว่า 30% วิชาเฉพาะ 30% กลุ่มสาระวิชาที่ต้องสอบ น้ำหนักคะแนน และ
เงื่อนไข
1. การทดสอบศักยภาพในการเรียนรู้ได้แก่ ความสามารถในการจับใจความ คิดวิเคราะห์ สังเคราะห์ เชื่อมโยงความเป็นเหตุเป็นผล และการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
2. การประเมินแนวคิดทางจริยธรรม

การเตรียมตัวเพื่อการสอบวิชาเฉพาะ การทดสอบวิชาเฉพาะ คือ การวัดคุณลักษณะที่ใช้ทดสอบความคิดและพฤติกรรมของผู้สมัครที่เหมาะสมกับการศึกษาวิชาแพทยศาสตร์ และการประกอบวิชาชีพเวชกรรมในอนาคต ซึ่งไม่อาจวัดได้โดย การทดสอบความรู้ทางวิชาการ ตลอดจนเป็นการวัดความสามารถพื้นฐาน เพื่อการพัฒนาอย่างต่อเนื่องระหว่างการศึกษาแพทยศาสตร์ ในคณะแพทยศาสตร์ หัวเรื่องในแบบทดสอบจะประกอบด้วย การทดสอบความคิดเชิงวิพากษ์ การคิดแบบองค์รวม แนวคิดทางจริยธรรม บทบาทของแพทย์ และการทำงานร่วมกับผู้อื่น ทักษะในการติดต่อสื่อสาร และการทดสอบสุขภาพจิต
0

